โรคจอประสาทตาเสื่อม (Aged-related macular degeneration : AMD) คืออะไร

การที่คนเราจะมองเห็นอะไรได้ดีและชัดเจนนั้น ภาพที่เรามองจะต้องสามารถเดินทางผ่านเข้าไปในลูกตา โดยผ่านส่วนประกอบต่าง ๆ ของตา คือ กระจกตา (Cornea) และเลนส์แก้วตา (Lens) ไปตกที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นผนังชั้นในของลูกตา ที่ประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทตาจำนวนมาก ที่จะส่งสัญญาณภาพที่ได้ผ่านไปทางเส้นประสาทตา (Optic nerve) สู่สมอง เพื่อแปลสัญญาณเป็นภาพที่เรามองเห็น ทำให้เรารับรู้ว่าเป็นภาพอะไร และสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เช่น อ่านหนังสือ, ขับรถ หรือทักทายคนรู้จักได้อย่างถูกต้อง

บริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาที่เรียกว่า macula เป็นบริเวณที่สำคัญที่สุดบนจอประสาทตา ที่จะทำให้สามารถมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้ชัดเจน ถ้าจุดกลางรับภาพนี้เสีย จะทำให้มองภาพไม่ชัด เห็นเหมือนมีจุดดำบังตรงกลาง หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวไป ทำให้ความสามารถในการเห็นภาพที่ระยะใกล้และไกลเสียไป จนทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อ่านหนังสือ หรือสนด้ายเข้าเข็มได้ยากหรือไม่สามารถทำได้
โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปรกติเกิดขึ้นในจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา พบมากในกลุ่มอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม โรคจอประสาทตาเสื่อม จะทำให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพตรงกลาง โดยที่ภาพด้านข้างของการมองเห็นยังดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นเวลาอะไร ดังนั้น โดยตัวของโรคจอประสาทตาเสื่อม จะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมาก คนไข้จะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และพอที่จะช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง

- อะไรเป็นสาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อม

มีหลายภาวะที่พบว่าทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น คนที่มีสายตาสั้นมาก ๆ (Degenerative or pathologic myopia) หรือในโรคติดเชื้อบางอย่าง แต่สาเหตุส่วนใหญ่แล้ว พบในผู้สูงอายุ จึงเชื่อว่าเป็นขบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย (Aging Process) แต่ไม่ทราบต้นเหตุที่ชัดเจน ผลการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบัน พบว่า มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคจอประสาทตตาเสื่อมตามอายุ (Aged related macula degeneration) ได้แก่
  • อายุ : พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
  • พันธุกรรม : มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง วิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งอเมริกา จึงแนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องดังกล่าว ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 2 ปี
  • เชื้อชาติ / เพศ : พบอุบัติการของโรคสูงสุดในคนผิวขาว (Caucasian) เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี
  • บุหรี่ : มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างชัดเจน
  • ความดันเลือดสูง : คนไข้ที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูงและระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม แบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว (Wet AMD)
  • วัยหมดประจำเดือน : ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน estrogen ถูกพบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

- ชนิดของจอประสาทตาเสื่อม

โรคจอประสาทตาเสื่อม มีลักษณะโรค 2 รูปแบบ คือ
  1. แบบแห้ง (Dry AMD) เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด จะมีการเสื่อมสลาย และบางลงของ จุดกลางรับภาพจอประสาทตา (macula) จากขบวนการเสื่อมตามอายุ (aging) ความสามารถในการมองเห็นจะค่อย ๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้า ๆ
  2. แบบเปียก (Wet AMD) พบประมาณ 10-15 % ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่มีลักษณะการเกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดในโรค จอประสาทตาเสื่อม เกิดจากการที่มีเส้นเลือดผิดปรกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา และผนังชั้นพี่เลี้ยง (Retinal pigment epithelium) มีการรั่วซึมของเลือดและสารเหลวจากเส้นเลือดเหล่านี้ ทำให้จุดกลางรับภาพบวม คนไข้ จะเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยว และมืดลงในที่สุด เมื่อเซลล์ประสาทตาตาย

- จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม

  • อาการและอาการแสดง โรคจอประสาทตาเสื่อม อาจแสดงอาการแตกต่างกันในคนไข้แต่ละคน และยากต่อคนไข้ที่จะสังเกตความผิดปรกติในการมองเห็นเองตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยเฉพาะถ้าตาอีกข้างหนึ่งยังมองเห็นได้ดี คนไข้อาจไม่สังเกตถึงความผิดปรกติไปหลายปี แต่ถ้ามีจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นในตาทั้ง 2 ข้าง คนไข้จะรู้สึกถึงความผิดปรกติในการมองเห็นอย่างรวดเร็ว เช่น มองตรงกลางภาพไม่ชัด ส่วนกลางของภาพที่มองขาดหายไป หรือมืดดำไป หรือภาพที่เห็นดูบิดเบี้ยวไป
  • สิ่งตรวจพบ ตามคำแนะนำของวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา "บุคคลทั่วไปอายุระหว่าง 40 - 64 ปี ที่ไม่มีอาการผิดปรกติในการมองเห็น ควรได้รับการตรวจสุขภาพตา (รวมทั้งตรวจจอประสาทตา) ทุก 2 - 4 ปี สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจทุก 1 - 2 ปี แม้ไม่มีอาการผิดปรกติอะไร" เนื่องจาก การที่คนไข้จะรู้สึกถึงความผิดปรกติจากโรคจอประสาทตาเสื่อม ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเป็นสิ่งที่ยาก แต่ในขณะเดียวกัน การตรวจพบและให้การรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะว่าจอประสาทตาที่เสื่อมเสียไปแล้ว มีแต่จะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ การรักษาในปัจจุบันจึงทำได้เพียงหยุดหรือชะลอการเสื่อมเสียของจอประสาทตาให้ช้าที่สุด ซึ่งอาจรักษาไม่ได้เลย ถ้าโรคเป็นรุนแรง

จักษุแพทย์จะแนะนำให้คนไข้ที่ถูกตรวจพบว่า มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดของโรคจอประสาทตาเสื่อมสังเกตความผิดปรกติด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก โดยการใช้แผ่น Amsler grid ถ้าคนไข้มองเห็นภาพที่ Amsler grid ผิดปรกติไป จะต้องพบจักษุแพทย์ เพื่อรับการตรวจจอประสาทตาทันที

จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคจอประสาทตา (Retinal specialist) จะมีวิธีในการตรวจหาความผิดปรกติที่จอประสาทตา โดยใช้กล้องตรวจ biomicroscope (Opthalmoscopic examination) และตรวจพิเศษด้วยการฉีดสีถ่ายภาพ (Fluorescein angiography) หรือตรวจวิเคราะห์ภาพตัดขวางจอประสาทตาด้วยเลเซอร์ (Optical coherence tomography) เพื่อดูลักษณะและขอบเขตความผิดปรกติที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางรักษา และพยากรณ์การดำเนินโรคได้

- การรักษาในปัจจุบัน

สารอาหารทดแทน (Vitamin and mineral supplement)
โรคจอประสาทตาเสื่อม มีสาเหตุการเกิดโรคจากหลายปัจจัย (Multifactorial) ปัจจัยหนึ่งคือ กระบวนการที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อ จากอายุที่เพิ่มขึ้น (Aging process) ทำให้เชื่อว่าสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant agents) น่าจะช่วยลดการเกิดโรคได้(อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุของความเสื่อมในระดับของเซลล์)
ผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคตาที่สัมพันธ์กับอายุ (Age-related eye diseases study) ของสถาบันจักษุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา พบว่า
  • การรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ (วิตามิน C,E,beta carotene) และ Zinc ในปริมาณสูง สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมระยะรุนแรงลงได้ร้อยละ 25 ในคนไข้โรคจอประสาทตาเสื่อมระยะ 3 หรือ 4 (กลุ่มความเสี่ยงสูง, high risk)
  • และลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นจากภาวะจอประสาทตาเสื่อมอย่างรุนแรง ลงได้ร้อยละ 19 ในกลุ่มความเสี่ยงสูง
  • แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรค หรือมีประโยชน์ในคนไข้ที่เริ่มมีจอประสาทตาเสื่อมเล็กน้อย (ระยะที่ 1 , 2)
  • ขนาดของสารทดแทนที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน คือ
    • วิตามิน C 500 mg
    • วิตามิน E 400 IU
    • Beta carotene 15 mg (ประมาณ 25,000 IU)
    • Zinc 80 mg ของ Zinc oxide
    • Copper 2 mg ของ Copper oxide (เพราะว่าคนที่รับประทาน Zinc ในขนาดสูง จะมีการขาด Copper ได้)
  • ไม่พบผลข้างเคียงของการใช้สารทดแทนในระหว่างการศึกษา (ระยะเวลาเฉลี่ย 6-3 ปี) แต่ผลข้างเคียงระยะยาว (มากกว่า 10 ปี) ยังไม่ทราบ
  • คนที่สูบบุหรี่ ไม่ควรใช้สารทดแทนที่มี beta carotene รวมอยู่ด้วย (เพราะพบความสัมพันธ์ของการเกิดมะเร็งปอดในคนสูบบุหรี่ที่รับประทานอาหารที่มี beta carotene ประจำ)

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ สารทดแทนที่ว่านี้ ไม่สามารถป้องกัน,รักษา หรือช่วยให้การมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วดีขึ้นได้ แต่เป็นการลดความเสี่ยงที่โรคจะดำเนินไปสู่ระยะรุนแรง จนทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น ในคนไข้จอประสาทตาเสื่อมที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
ดังนั้น ในคนทั่วไปที่อายุมากกว่า 55 ปี ควรได้รับการตรวจจอประสาทตาจากจักษุแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม และควรปรึกษาจักษุแพทย์เสียก่อนว่า มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับประทาน vitamin and mineral supplement หรือไม่

- การรักษาด้วยแสงเลเซอร์

โรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก "Wet AMD" สามารถรักษาได้โดยใช้แสงเลเซอร์ การฉายแสงเลเซอร์ลงบนจอประสาทตาส่วนที่มีพยาธิสภาพ จะยับยั้งหรือชะลอเส้นเลือดผิดปรกติที่ทำให้เกิดเลือดออกใต้จอประสาทตาได้ แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้การมองเห็นที่เสียไปกลับคืนมา หรือรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยคงสภาพการมองเห็นให้เหลือไว้ได้มากกว่าการที่ไม่ได้รับการรักษาเลย

ปัจจุบันการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียกด้วยแสงเลเซอร์มี 2 วิธี คือ
วิธีแรก เรียกว่า Laser Photocoagulation เป็นการฉายแสงเลเซอร์ ที่ก่อให้เกิดความร้อนขึ้นจนยับยั้งหรือชะลอการลุกลามของเส้นเลือดที่ผิดปรกติใต้จอประสาทตาได้ ส่วนของจอประสาทตาที่โดนแสงเลเซอร์แบบนี้ จะถูกความร้อนทำลายไปด้วย กลายเป็นแผลเป็น ทำให้เกิดเป็นจุดมืดดำอย่างถาวร การมองเห็นจะลดลงทันทีหลังการรักษา แต่โดยทั่วไปแล้ว การสูญเสียการมองเห็นจะไม่รุนแรงเหมือนที่เกิดขึ้นเองจากโรคจอประสาทตาเสื่อมที่ไม่ได้การรักษาโดยการฉายแสงเลเซอร์
วิธีที่สอง เรียกว่า Photodynamic therapy ประกอบด้วยการฉีดยา ที่มีคุณสมบัติเป็น Photosensitizer เข้าทางเส้นเลือด ยาจะผ่านไปตามระบบไหลเวียนโลหิต และจับกับเซลล์ที่มีการแบ่งตัวที่ผนังหลอดเลือดที่ผิดปรกติใต้จอประสาทตา จากนั้นจึงฉายแสงเลเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดความร้อนไปยังจุดที่จะรักษา ตัวยาจะทำปฏิกิริยากับแสงเลเซอร์ ที่ได้คำนวณระดับความเข้มข้นของยา และปริมาณแสงเลเซอร์ไว้ตั้งแต่แรก เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาที่มากพอจะทำลายหลอดเลือดที่ผิดปรกติได้ โดยแทบไม่มีผลกระทบต่อจอประสาทตาบริเวณนั้น เหมือนการฉายแสงเลเซอร์แบบ Photocoagulation ทำให้หลังการรักษาคนไข้สามารถคงการมองเห็นได้เหมือนก่อนการฉายแสงเลเซอร์ ในบางรายที่โรคยังไม่รุนแรงมาก การมองเห็นที่ลดลงก่อนการรักษา อาจฟื้นขึ้นมาใกล้เคียงปรกติได้

- การผ่าตัด Submacular surgery

เป็นการผ่าตัดน้ำวุ้นตา,จอประสาทตา เพื่อทำลายหรือนำเส้นเลือดที่ผิดปรกติออกจากใต้จอประสาทตา รวมทั้งแก้ไขภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรค เช่น ภาวะเลือดออกใต้จอประสาทตา แม้ว่าผลการผ่าตัดจะดี แต่คนไข้ก็จะมีการมองเห็นลดลงหลังการรักษา เหมือนการฉายแสงเลเซอร์แบบ Photocoagulation

- การพัฒนาการรักษา

ได้มีความพยายามที่จะพัฒนาวิธีการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมให้ได้ผลดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางยา เช่น มีการพัฒนายาใหม่ ที่มีคุณสมบัติ Photosensitizer ที่ให้ผลการรักษาดีกว่ายาที่ใช้ในปัจจุบัน หรือการพัฒนายาที่เป็น Angiostasis ใช้ฉีดไปด้านหลังลูกตา ให้ผลในการยับยั้ง และรักษาโรคโดยไม่ต้องฉายแสงเลเซอร์
ในด้านการผ่าตัด ได้มีวิธีการผ่าตัดย้ายจุดรับภาพบนจอประสาทตา (Macular translocation) การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อชั้นเซลล์พี่เลี้ยงของจอประสาทตา (RPE transplantation) แต่ยังมีข้อจำกัด และเกิดภาวะแทรกซ้อน หลังการผ่าตัดอยู่มาก ทำให้ยังต้องมีการปรับปรุงพัฒนาวิธีการรักษา เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น
แม้จะมีพัฒนาการด้านการรักษามากขึ้น แต่คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ก็ยังสูญเสียการมองเห็นไม่มากก็น้อย และมักอยู่ในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะสายตาเลือนลาง (Low vision) ดังนั้นการให้คนไข้ปรับตัวได้กับภาวะสายตาเลือนลาง และหัดใช้เครื่องมือช่วยการมองเห็น (Low vision aid) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนไข้สามารถใช้การมองเห็นที่เหลืออยู่ ช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างดีที่สุด